คำแถลงขอส่งหมายและปิดหมายข้ามเขต

ข้อ 1. คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในวันนี้ เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาแน่นอนตามคำฟ้องของโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เอกสารท้ายคำแถลง
ดังนั้นในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย หากส่งไม่ได้เพราะไม่พบตัวจำเลยหรือไม่มีผู้ใดรับไว้แทนโดยชอบ โจทก์ขอศาลโปรดมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ณ ภูมิลำเนาของจำเลยแทนการส่งหมายด้วยวิธีธรรมดาต่อไปด้วย
อนึ่ง เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดกาญจนบุรี ดังนั้นในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ขอศาลได้โปรดมีคำสั่งให้มีหนังสือไปยังศาลจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย โดยโจทก์ได้วางเงินค่านำหมายตามระเบียบของศาล เพื่อเป็นค่าพาหนะของเจ้าพนักงานเดินหมาย ขอศาลได้โปรดอนุญาต
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ครบเครื่องเรื่องแชร์

ในเรื่องของแชร์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน หลายๆคนคงยังไม่ทราบว่า แชร์ที่เห็นๆกันอยู่นั้น มีกฎหมายอยู่นั่นคือ พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534  ซึ่งแชร์ตามกฎหมายดังกล่าวนั้นมีลักษณะตาม มาตรา4 พรบ.การเล่นแชร์ฯ ดังนี้

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“การเล่นแชร์” หมายความว่า การที่บุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนมีภาระจะส่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด รวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวดๆ เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้นไปโดยการประมูลหรือวิธีอื่นใด และให้หมายความรวมถึงการรวมทุนในลักษณะอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงอีกด้วย

อธิบายง่ายๆก็คือ มีสมาชิกวงแชร์สามคนขึ้นไปมีหน้าที่ส่งเงินหรือทรัพย์สินรวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวดให้สมาชิกวงแชร์ที่ประมูลได้นั่นเอง ถือว่าเป็นการเล่นแชร์ตาม พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 นี้แล้ว

ส่วนในเรื่องของบ้านออมเงิน หรือ แชร์แจกดอก ที่มีลักษณะให้สมาชิกหรือที่เรียกกันว่านายทุน ส่งเงินให้ท้าวหรือผู้จัดตั้งบ้านออมเงิน โดยเสนอผลประโยชน์ตอบแทนหรือดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ในงวดแรกและรอรับเงินกับผลประโยชน์ตอบแทน โดยมีการประกาศเชิญชวนหรือโฆษณาหรือโพสท์ลงสื่อออนไลน์นั้นซึ่งมีผู้เห็นมากกว่า10คนขึ้นไป มิใช่เป็นการเล่นแชร์ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ แต่เป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย ผู้จัดให้มีบ้านออมเงินมีความผิดทางอาญาตามกฎหมายดังกล่าวและอีกทั้งถ้าเป็นการเชิญชวนผ่านสื่อออนไลน์ ยังอาจมีความผิดตาม พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ อีกด้วย ส่วนผู้เสียหายที่นำเงินไปลงทุนไม่สามารถแจ้งความข้อหาฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 และ มาตรา 343 ได้ เพราะศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2563 ไว้แล้วทำนองว่า การที่โจทก์(ผู้เสียหาย) ตกลงนำเงินไปลงทุนนั้นเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงไม่ถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย คงจะทำได้เพียงร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน(ตำรวจ)ในฐานะพลเมืองดี เพื่อให้ผู้จัดบ้านออมเงินได้รับโทษ

กลับมาเรื่องแชร์กันต่อ แชร์เป็นนิติกรรมสองฝ่าย คือนายวงแชร์(ท้าวแชร์) กับ สมาชิกวงแชร์(ลูกแชร์) ซึ่งแชร์ตาม พรบ.การเล่นแชร์ฯ ก็มีลักษณะข้อห้ามของนายวงแชร์ดังนี้

มาตรา ๕  ห้ามมิให้นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์
มาตรา ๖  ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง
(๒) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน
(๓) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
(๔) นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลางในการเข้าร่วมเล่นแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าผู้ที่สัญญาว่าจะใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแทนนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ด้วย

มาตรา ๙  ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์

สรุปง่ายๆคือ
นายวงแชร์ห้ามเป็นนิติบุคคล (มาตรา5)
นายวงแชร์1คนจะเปิดวงแชร์ รวมกันได้ไม่เกินสามวงในเวลาเดียวกัน และมีสมาชิกวงแชร์รวมกันไม่เกิน30คน (3วงรวมกัน) และมีทุนกองกลางต่องวดรวมกันไม่เกิน 300,000 บาท (ตามกฎกระทรวงการคลัง พ.ศ.2534) (มาตรา6)

และที่สำคัญห้ามโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมการเล่นแชร์ (มาตรา9) ผู้โฆษณาจะมีความผิดปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท ตามมาตรา19

จำเอาไว้สั้นๆว่า จะเป็นนายวงแชร์ต้องเปิดวงแชร์ไม่เกิน สามแสน,สามวง,สามสิบคน

คำถาม

1.ถ้านายวงแชร์เปิดวงแชร์เกิน สามแสน,สามวง,สามสิบคน ผิดข้อใดข้อหนึ่งจะมีผลเป็นอย่างไร?

ตอบ : หากนายวงแชร์กระทำฝ่าฝืนมาตรา 6 คือ เปิดวงแชร์เกิน สามแสน สามวง สามสิบคน จะทำให้เป็นแชร์ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นความผิดตามมาตรา 17 พรบ.การเล่นแชร์ฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และทำให้ตัดสิทธิในการที่นายวงแชร์จะฟ้องสมาชิกวงแชร์ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องนายวงแชร์ ตามมาตรา 7

2.หากวงแชร์ล้ม จะฟ้องนายวงแชร์ได้หรือไม่
ตอบ : หากวงแชร์ล้มเลิก คู่สัญญาคือทั้งนายวงแชร์และสมาชิกวงแชร์ต้องกลับคืนสู่สภาพเดิม ใครเอาเงินใครไปเท่าไหร่ก็ต้องคืนเงินกันไปครับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5265/2549)

3.หากนายวงแชร์(ท้าวแชร์) รับเงินจากสมาชิกวงแชร์คนอื่นมาแล้วไม่จ่าย(เบี้ยวค่าแชร์) ต้องทำอย่างไร?

ตอบ : ถ้าเกิดว่าวงแชร์ยังไม่ล้มเลิก แล้วสมาชิกวงแชร์คนอื่นได้มีการจ่ายเงินเป็นทุนกองกลางงวดนั้นไปให้แก่นายวงแชร์แล้ว สมาชิกวงแชร์ผู้ที่ประมูลงวดนั้นได้แต่ไม่ได้เงินค่าแชร์ เช่นนี้ถือว่า เงินกองกลางที่สมาชิกวงแชร์คนอื่นส่งให้นายวงแชร์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ที่ประมูลได้ นายวงแชร์มีหน้าที่ส่งมอบ แต่หากได้รับไว้แล้วไม่ส่งมอบกลับเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตน ก็จะมีความผิดในข้อหายักยอกทรัพย์ สมาชิกวงแชร์ผู้ที่ประมูลแชร์ได้แต่ไม่ได้รับเงินต้องแจ้งความหรือฟ้องร้องภายใน3เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิดครับ ทั้งนี้ควรมีหลักฐานว่าสมาชิกวงแชร์คนอื่นส่งมอบเงินกองกลางค่าแชร์ในงวดนั้นให้แก่นายวงแชร์แล้วมาประกอบการดำเนินคดีด้วยครับ
แต่หากว่าวงแชร์ล้มเลิกก่อน จะเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งต้องไปฟ้องร้องต่อศาลเป็นคดีแพ่งครับ ไม่เป็นการยักยอกทรัพย์ครับ

  1. การฟ้องร้องหรือดำเนินคดีวงแชร์ ต้องมีสัญญาหรือไม่?
    ตอบ : การเล่นแชร์ ไม่ใช่เป็นกรณีการกู้ยืมเงิน ดังนั้นแม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือสัญญา ก็สามารถฟ้องได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829/2486 , 284/2516 , 2253/2518 ) โดยอาจใช้หลักฐานการเล่นแชร์จากข้อมูลออนไลน์ ข้อความในไลน์กลุ่ม หรือแชท และพยานบุคคลเช่นสมาชิกวงแชร์คนอื่น มาเป็นพยานได้ครับ

5.ดอกเบี้ยแชร์ที่ประมูลมีอัตราสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด (ร้อยละ15ต่อปี) จะสามารถฟ้องได้หรือไม่?
ตอบ : การเล่นแชร์ ตาม พรบ.แชร์ฯ ไม่ใช่การพนันขันต่อหรือการกู้ยืมเงิน ผู้เล่นจะประมูลให้ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดก็ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2506 , 1631-1634/2508 , 2013/2537 , 427/2542 , 1758/2542 )

6.ถ้านายวงแชร์เอาสมาชิกวงแชร์ปลอม หรือ ไม่มีสมาชิกวงแชร์บางคนอยู่จริง (มือผี) เช่นนี้สามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง?        
ตอบ : หากนายวงแชร์ มีมือผีซึ่งมาจากนายวงแชร์เอง เท่ากับว่ามีเจตนาหลอกลวง หากนำสืบได้พร้อมมีหลักฐาน สามารถนำหลักฐานไปฟ้องเป็นคดีอาญาหรือแจ้งความในข้อหาฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน ได้ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องว่ามีมือผีครับ แล้วถ้ากระทำผ่านระบบออนไลน์ก็มีความผิดในการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยครับ

7.สมาชิกวงแชร์รับเงินกองกลางไปแล้วไม่จ่าย ต้องทำอย่างไร?    
ตอบ : อันดับแรกต้องดูก่อนว่า นายวงแชร์เปิดวงแชร์ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ (ซึ่งได้กล่าวไปแล้ว) หากไม่ฝ่าฝืนกฎหมายก็สามารถดำเนินคดีได้ครับ เบื้องต้นดำเนินคดีแพ่งได้แน่นอน แต่หากมีหลักฐานว่าสมาชิกวงแชร์ไม่เคยส่งเงินกองกลางค่าแชร์เลย มาถึงก็ประมูลรับเงินกองกลางแล้วหนีหายไปเลย เช่นนี้ก็ถือว่ามีเจตนาฉ้อโกง ไม่มีเจตนาจะเล่นแชร์กันจริง แต่ตั้งใจมาโกง ทั้งนี้ นายวงแชร์ก่อนจะรับใครเข้ามาเป็นสมาชิกวงแชร์ควรตรวจสอบเรื่องเครดิตให้ดี และถ้าจะให้ดีให้ตั้งกฎของวงแชร์และทำบันทึกก่อนที่ทุกคนจะสมัครเป็นสมาชิกวงแชร์ว่าไม่เป็นผู้ที่เคยค้างเงินค่าแชร์วงอื่น หรือผู้ที่หนีค่าแชร์จากวงอื่น เมื่อได้ทำบันทึกและสมาชิกวงแชร์ยืนยันรับรองแล้ว ต่อมาหนีหายแล้วนายวงแชร์มารู้ว่าข้อความที่เขารับรองไม่เป็นความจริง เคยมีค้างวงแชร์จากวงอื่นก่อนมาเล่นที่นี่ ก็อาจมีเจตนาฉ้อโกงได้เช่นกันครับ แต่หากไม่มีเจตนาฉ้อโกงก็จะเป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง สามารถดำเนินคดีทางแพ่งได้ครับ ทั้งนี้นายวงแชร์ต้องไม่ใช่วงแชร์ที่ฝ่าฝืนกฎหมายนะครับ ถ้าฝ่าฝืนนายวงแชร์ฟ้องสมาชิกวงแชร์ไม่ได้

โดย นายสถาพร ฉวีกุลมหันต์ 
ทนายความ , กรรมการบริษัท อาร์เอสเอส ลอว์ จำกัด , อาจารย์หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการทั่วไป วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี

รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
โทร.062-334-5337 Line id : Belawyer

บ้านออมเงิน ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้องข้อหาฉ้อโกงได้

การที่ผู้เสียหายทั้งสามสิบสองคนรับข้อเสนอในการลงทุนโดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูงคิดเป็นดอกเบี้ยที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด จึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ผู้เสียหายจึงไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282 / 2563
วินิจฉัยว่า “ ………. แม้ผู้เสียหายทั้งสามสิบสองจะหลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสามจึงมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสามเพื่อให้จำเลยทั้งสามนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูงโดยจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เข้าร่วมลงทุนในหลายลักษณะคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 72 , 144 , 192 ,240,288 และ 432 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ผู้ร่วมทุนให้จำเลยทั้งสามกู้ยืมจะมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในทุก 2 ถึง 3 วันหรือทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ซึ่งผลตอบแทนที่ผู้เสียหายทั้งสามสิบสองจะได้รับล้วนต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475มาตรา 3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4(1) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ถือว่า เป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายทั้งสามสิบสองรับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้เสียหายทั้งสามสิบสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาอาญา มาตรา 2(4)(7) และมาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง มานั้นชอบแล้ว
พิพากษายืน ( ศาลฎีกายกฟ้องฐาน ร่วมกันฉ้อโกง เหมือนกับศาลอุทธรณ์)
ข้อกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกานี้
คดีนี้ แม้ผู้เสียหายทั้ง 32 คน จะถูกหลอกให้นำเงินไปร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสาม และในท้ายที่สุดก็ไม่ได้รับเงินคืนก็ตาม และได้รับความเสียหาย ความสูญเสียจากการกระทำผิด (ฉ้อโกง) ของจำเลยทั้งสามก็ตาม ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกแจ้งให้ทราบและโดยการหลอกลวงดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกหรือบุคคลที่สามฯ ผู้นั้นกระทำผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว ก็อาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ก็ตาม ( ถูกหลอกให้ร่วมนำเงินมาลงทุนและสูญเสียเงินไป)
แต่คดีนี้ ทั้งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ได้วินิจฉัยว่า “ ค่าตอบแทนที่จำเลยทั้งสามตกลงจ่ายให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 32 คนนั้น มีลักษณะคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 72 , 144 , 192 ,240,288 และ 432 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ผู้ร่วมทุนให้จำเลยทั้งสามกู้ยืมจะมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในทุก 2 ถึง 3 วันหรือทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ซึ่งผลตอบแทนที่ผู้เสียหายทั้งสามสิบสองจะได้รับล้วนต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475มาตรา 3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4(1) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ( กฏหมายกำหนด ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ) ข้อตกลงดังกล่าว จึงถือได้ว่า เป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และถือได้ว่า ผู้เสียหายทั้ง 32 คน มีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และเมื่อไม่ใช่ “ ผู้เสียหายโดยนิตินัย” แล้ว ก็ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามในความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ( ความผิดอันยอมความได้นั้น กฏหมายกำหนดให้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ) และเมื่อ ผู้เสียหายทั้ง 32 คน ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยแล้ว ก็ร้องทุกข์ไม่ได้ และเมื่อร้องทุกข์ไม่ได้ พนักงานสอบสวนก็ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้(ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 121 วรรคสอง ” คดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ” )
เมื่อพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้แล้ว สำนวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนมาแล้วและส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฏหมาย เมื่อการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการก็จะไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ( ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ดังนั้น เมื่อฟ้องคดีนี้ไปในฐานความผิด “ ร่วมกันฉ้อโกง”
ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจึงพิพากษา ยกฟ้อง” ด้วยเหตุผล
ดังกล่าว
credit : Facebook Page คลินิคกฎหมาย

ส่งหนังสือบอกกล่าวแล้วไม่มีผู้รับ

การส่งหนังสือบอกกล่าวแล้วไม่มีผู้รับ ถือว่าได้มีการบอกกล่าวโดยชอบแล้ว

ฎีกา 10808/2559 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังภูมิลำเนาของจำเลย แต่ปรากฏว่าส่งไม่ได้เพราะไม่มารับภายในกำหนด โดยที่พนักงานไปรษณีย์ไม่ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยให้ไปรับหนังสือของโจทก์ดังกล่าวที่ที่ทำการไปรษณีย์ จำเลยจึงไม่ทราบว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองถึงจำเลย ดังนั้น จะถือว่าจำเลยทราบถึงการบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์หาได้ไม่นั้น เห็นว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา…” ถ้อยคำว่า “ไปถึง” นั้น หมายความว่า ได้มีการแสดงเจตนาโดยมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้ แม้ขณะจดหมายบอกกล่าวไปถึงภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้จะไม่พบลูกหนี้หรือไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือได้ว่าผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงลูกหนี้โดยชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ส่งจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองถึงจำเลยโดยทางไปรษณีย์ตอบรับตามภูมิลำเนาที่จำเลยระบุในสัญญาจำนอง และตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเอกสารแนบท้ายคำแถลงขอปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงจำเลยและมีผลเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และมาตรา 169 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

Cr.ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง

คดีอันยอมความได้ ต้องแจ้งความภายใน 3 เดือน

ว่ากันด้วยเรื่อง คดีอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญานั้น
กฎหมายได้บัญญัติให้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากไม่ได้ร้องทุกข์ภายในระยะเวลาดังกล่าวคดีนั้นจะเป็นอันขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และจะทำให้ไม่สามารถฟ้องคดีอาญา(ในคดีอันยอมความได้)ต่อศาลได้ เพราะจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา39(6)

ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา

ม.72  เอาชื่อหรือยี่ห้อในทางการค้าของผู้อื่นมาใช้
ม.276 วรรคแรก  ข่มขืนกระทำชำเราธรรมดา
ม.278  กระทำอนาจาร(มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล, ไม่ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายไม่เป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลหรือผู้อยู่ในความปกครอง)
ม.284  พาหญิงไปเพื่อการอนาจาร
ม.209 วรรคแรก  ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ
ม.310 วรรคแรก  หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น
ม.311  หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นโดยประมาท
ม.322  เปิดเผยความลับในจดหมาย  โทรเลข
ม.323  เปิดเผยความลับของผู้อื่นที่รู้มาโดยหน้าที่
ม.324  เปิดเผยความลับในทางอุตสาหกรรมหรือวิทยาศาสตร์
ม.326 หมิ่นประมาทคนเป็น
ม.327  หมิ่นประมาทคนตาย
ม.328  หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
ม.341 ฉ้อโกงธรรมดา
ม.342  ฉ้อโกงประกอบด้วยเหตุพิเศษ
ม.344  หลอกลวงคนให้ไปทำงาน
ม.345  สั่งซื้ออาหารหรือเข้าอยู่ในโรงแรมโดยไม่มีเงิน
ม.346  ชักจูงให้เด็กเบาปัญญาขายของโดยเสียเปรียบ
ม.347  ฉ้อโกงในเรื่องประกันวินาศภัย
ม.349  ฉ้อโกงเจ้าหนี้จำนำ
ม.350  ฉ้อโกงเจ้าหนี้ธรรมดา
ม.352  ยักยอกทรัพย์ธรรมดา
ม.353  ยักยอกทรัพย์ในฐานะเป็นผู้จัดการทรัพย์แทนเขา
ม.354  ยักยอกทรัพย์ในฐานะเป็นผู้จัดการทรัพย์ตามคำสั่งศาล
ม.355  ยักยอกทรัพย์เก็บตก
ม.358  ทำให้เสียทรัพย์ตามธรรมดา
ม.359  ทำให้เสียทรัพย์ชนิดพิเศษ
ม.362  บุกรุกตามธรรมดา
ม.363  บุกรุกโดยย้ายเครื่องหมายอสังหาริมทรัพย์
ม.363  เข้าไปซ่อนตัวในอาคารคนอื่น
พรบ.เช็ค

ความผิดอาญาที่นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ ที่กฎหมายให้เป็นความผิดที่ยอมความกันได้เมื่อผู้เสียหายและผู้ต้องหาเป็นญาติกันตาม ม.71
ม.334  ลักทรัพย์ธรรมดา
ม.335  ลักทรัพย์ประกอบเหตุพิเศษ(เหตุฉกรรจ์)
ม.336 วรรคแรก วิ่งราวทรัพย์ตามธรรมดา
ม.357  รับของโจร
ม.360  ทำให้เสียทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์เสียหายข้อสังเกต
ข้อกฎหมายความผิดอันยอมความได้จะบัญญัติไว้ท้ายหมวดนั้นๆ

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 96  ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ

ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา
มาตรา 39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้
(1) โดยความตายของผู้กระทำผิด
(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
(3) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา 37
(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง
(5) เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น
(6) เมื่อคดีขาดอายุความ
(7) เมื่อมีกฎหมายยกเว้นโทษ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2552
อายุความคดีฉ้อโกงเริ่มนับตั้งแต่เมื่อผู้เสียหายรู้หรือควรจะได้รู้ว่าจำเลยมีเจตนาฉ้อโกงตนเองตั้งแต่เมื่อใด มิใช่จะอ้างว่าได้พยายามติดตามทวงถามแล้วจนตอนหลังถึงแน่ใจว่าจำเลยมีเจตนาที่จะฉ้อโกงตนเองแล้วจริงๆจึงมาแจ้งร้องทุกข์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2546
ป.วิ.อ. มาตรา 39
ป.อ. มาตรา 96
ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเกิดตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คคือวันที่ 8 มีนาคม 2543 เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ซึ่งมีกำหนดให้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และ 96 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 5 กันยายน 2543 โดยมิได้ร้องทุกข์ไว้ จึงขาดอายุความ ประมวลกฎหมายอาญาภาค 1 ลักษณะ 1 หมวด 9 บัญญัติเรื่องอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะแล้ว มิได้มีบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงหรือเลิกนับอายุความร้องทุกข์อันจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ แม้โจทก์จะได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงดุสิตภายในกำหนดอายุความ แต่คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงดุสิตและศาลแขวงดุสิตได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ไปแล้ว การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องศาลแขวงพระนครใต้อีกเมื่อพ้นกำหนดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6)

ทนายบี

กิ่งไม้ของเพื่อนบ้านรุกเข้ามาในที่เรา ทำยังไง?

เมื่อกิ่งไม้ของต้นไม้ซึ่งอยู่บนที่ดินข้างๆ รุกล้ำเข้ามาเกะกะตาในที่ดินของเรา อยากจะตัดออกเลยนั้นยังทำเสียไม่ได้ เจ้าของบ้านควรต้องบอกเขาให้เขาตัดก่อน ถ้าเขาไม่ตัดเราถึงจะตัดกิ่งที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเราได้ครับ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1347
 “เจ้าของที่ดินอาจตัดรากไม้ซึ่งรุกเข้ามาจากที่ดินติดต่อและเอาไว้เสีย ถ้ากิ่งไม้ยื่นล้ำเข้ามา เมื่อเจ้าของที่ดินได้บอกผู้ครอบครองที่ดินติดต่อให้ตัดภายในเวลาอันสมควรแล้ว แต่ผู้นั้นไม่ตัด ท่านว่าเจ้าของที่ดินตัดเอาเสียได้”

ถ้าเป็นรากไม้ รุกล้ำมาในที่ดินของเรา เราสามารถตัดได้เลย แต่ถ้าเป็นกิ่งไม้ต้องบอกเจ้าของต้นไม้(เพื่อนบ้าน)ให้เขาตัดก่อนในเวลาอันสมควร (7 , 15 , 30วันก็ว่ากันไป) ถ้าเลยกำหนดแล้วเขาไม่ตัด เราถึงตัดได้เลยครับ แต่อย่าไปตัดต้นไม้เค้านะครับตัดแค่กิ่งก็พอ ถ้าตัดต้นละก็ มีความผิดอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ม.358 ได้ง่ายๆเลย

แล้วถ้า…….ผลไม้จากต้นไม้เพื่อนบ้านมันห้อยต่องแต่งเข้ามาในเขตบ้านเรา เราจะเด็ดกินได้มั้ย???
คำตอบคือ…ยังไม่ได้ครับ แต่ถ้าผลไม้นั้นมันตกตามธรรมชาติแล้วหล่นลงในที่ดินของเรา ก็สบายใจได้เลยครับ เก็บกินได้ เพราะถือว่าเป็นดอกผลของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1348 “ดอกผลแห่งต้นไม้ที่หล่นตามธรรมดาลงในที่ดินติดต่อแปลง ใด ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นดอกผลของที่ดินแปลงนั้น”

สรุป
ราก = ตัดได้ถ้าเข้ามาในเขตของเรา
ผล = ถ้าตกโดยธรรมชาติในที่ของเรา มันก็เป็นของเราครับ กินได้
กิ่ง = ถ้ากิ่งรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเรา บอกเขาให้ตัดก่อนแล้วให้เวลาเขา ถ้าเขาไม่ตัดเราถึงตัดได้
ต้น = อย่าไปตัดต้นไม้เค้า ผิดกฎหมายอาญา ฐานทำให้เสียทรัพย์ ติดคุก!! นะครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2500
ในทางแพ่ง ถ้าจำเลยได้บอกกล่าวโจทก์เสียก่อนและให้เวลาพอสมควรแล้ว จำเลยก็อาจตัดกิ่งไม้ของโจทก์ที่ยื่นล้ำที่ของจำเลยเข้าไปนั้นได้
ส่วนในทางอาญา ต้องพิจารณาเจตนาของจำเลยเป็นเรื่อง ๆ ไป ถ้าตามพฤติการณ์ที่ปรากฎเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาทำผิดทางอาญา แม้จำเลยไม่ได้บอกกล่าวโจทก์เสียก่อน จำเลยก็ตัดกิ่งไม้ที่ยื่นรุกล้ำเข้ามาในที่ของตนได้เพราะเป็นเรื่องที่จำเลยเพียงแต่กระทำการป้องกันกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนตามที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้โดยทั่ว ๆ ไป หากแต่จำเลยมิได้ปฏิบัติการให้ครบถ้วน ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1347 เท่านั้น.
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2501)

#ทนายบี

ที่ดินตาบอด ไม่มีทางเข้า ทำอย่างไรได้บ้าง?

หลายๆท่านคงจะเคยได้ยินคำว่า ที่ดินตาบอด หรือ
ที่ดินที่ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้
เพราะมีที่ดินของคนอื่นกั้นอยู่ เช่นนี้เราสามารถขอเจ้าของที่ดินที่ใกล้ทางสาธารณะที่สุด
ให้เปิดทางจำเป็นได้เลยเป็นสิทธิตามกฎหมาย

แต่ถ้าที่ดินของเราติดทางสาธารณะแต่เราอยากผ่านที่ดินคนอื่น
ซึ่งเป็นการสะดวกมากกว่า เช่นนี้สามารถคุยกับเจ้าของที่ข้างเคียง
เพื่อขอจดทะเบียนภาระจำยอมได้ครับ
แต่เจ้าของที่ข้างเคียงก็สามารถที่จะเรียกค่าตอบแทนได้เช่นกันครับ

 

ทีนี้ เรามารู้จักกับคำว่า ภาระจำยอม กับ ทางจำเป็น กันดีกว่าว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร โดยผมได้เอาข้อมูลมาจาก เว็บไซต์ของกรมที่ดินครับ

ภาระจำยอม ทางจำเป็น
๑. ความหมาย
ภาระจำยอม หมายถึง ทรัพยสิทธิชนิดหนึ่งที่ ตัดทอนอำนาจกรรมสิทธิ์ โดยทำให้เจ้าของ อสังหาริมทรัพย์อันหนึ่งซึ่งเรียกว่า ภารยทรัพย์ต้อง รับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบกระเทือนทรัพย์สินของ ตน หรือทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องงดเว้นการ ใช้สิทธิบางอย่างเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์อื่นเรียกว่า สามยทรัพย์ (มาตรา ๑๓๘๗ ป.พ.พ.)
๑. ความหมาย
ทางจําเป็น หมายถึง ที่ดินที่ถูกล้อมด้วยที่ดิน แปลงอื่นอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้หรือมี ทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ไม่สะดวก เช่น จะต้อง ข้ามบึง ทะเล หรือที่ลาดชันอันระดับที่ดินกับทาง สาธารณะสูงกว่ากันมาก (มาตรา ๑๓๔๙ แห่งป.พ.พ.) กฎหมายจึงให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมให้มี สิทธิผ่านที่ดินแปลงอื่นซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๗๒/๒๕๔๖ (ประชุมใหญ่))
๒. องค์ประกอบ
– ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ดินที่ถูกล้อมหรือที่ดินที่อยู่ติดกัน แม้ที่ดินไม่ได้อยู่ติดกันก็สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้
– ไม่จำเป็นต้องเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ภาระจำยอมไปสู่ที่ใดก็ได้
๒. องค์ประกอบ
– ต้องเป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่และ
– ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ หรือมีแต่ไม่สะดวก
– ใช้ออกสู่ทางสาธารณะอย่างเดียว
๓. การได้มา
– โดยนิติกรรมสัญญา  เป็นการตกลงกันระหว่างเจ้าของภารยทรัพย์ และเจ้าของสามยทรัพย์ ซึ่งจะกำหนดระยะเวลาไว้ หรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่กําหนดเวลาไว้ก็ถือว่าภาระจำยอมมี อยู่ตลอดไป จนกว่าภาระจำยอมนั้นจะระงับไป และ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. หากไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ จะใช้บังคับได้เพียงระหว่าง คู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิเท่านั้น
– โดยอายุความ  กรณีเจ้าของสามยทรัพย์ได้มีการใช้ภารยทรัพย์ ด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระ จำยอมในภารยทรัพย์นั้นเป็นเวลาติดต่อกันครบ ๑๐ ปีย่อมได้สิทธิภาระจำยอมเหนือภารยทรัพย์นั้นโดย อายุความ และการได้มาโดยอายุความนี้แม้ไม่จด ทะเบียนก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ภาระจำยอมมีอยู่ ในที่ดินนั้นต่อไปได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๐/๒๕๐๒, ๒๓๗/๒๕๐๘, ๑๖๕/๒๕๒๒)
– โดยผลของกฎหมาย  กรณีปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของ ผู้อื่นโดยสุจริตมีสิทธิจดทะเบียนภาระจำยอมเหนือ ที่ดินที่รุกล้ำนั้น
๓. การได้มา
– โดยผลของกฎหมาย การได้สิทธิใช้ทางจําเป็น ไม่จําต้องมีนิติกรรม สัญญาระหว่างเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมกับเจ้าของที่ดินที่ ล้อมอยู่และไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๑๓๓๘) เพราะทาง จําเป็นเป็นการได้สิทธิตามกฎหมาย และผู้ที่จะขอใช้ทางจําเป็นไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิมานาน ถูกล้อมวัน ไหน เวลาใด แม้จะเพิ่งเข้ามาอยู่ในที่ดินซึ่งถูกล้อมก็ ขอใช้ทางจำเป็นได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๒๑/ ๒๕๔๒, ๓๗๗๔/๒๕๔๙, ๓๘๙๒/๒๕๔๙)   ผู้ที่ได้สิทธิผ่านทางไม่สามารถได้มาซึ่งทาง จําเป็นโดยอายุความได้ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลานาน เท่าใด เพราะการผ่านทางหรือทำทางจําเป็นนั้น ถือ เป็นการผ่านโดยสุจริตและเคารพในสิทธิของเจ้าของ ที่ดินผู้มีสิทธิในทางเดินผ่าน แต่อย่างไรก็ดีกฎหมาย ก็ไม่ห้ามเจ้าของที่ดินที่จะตกลงกันเพื่อให้จด ทะเบียนเป็นภาระจำยอมได้
๔. วิธีทำทาง
แล้วแต่เจ้าของที่ดินจะตกลงกันหรือโดย สภาพการใช้ประโยชน์
๔. วิธีทำทาง
การทำทางต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความ จําเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่านและต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อม อยู่ให้เสียหายน้อยที่สุด หรือต้องเป็นทางที่ใกล้ที่สุด
๕. ค่าทดแทน
ภาระจำยอมโดยนิติกรรม กฎหมายไม่ได้ กำหนดว่าจะต้องเสียค่าทดแทน แล้วแต่เจ้าของที่ดิน จะตกลงกันว่าจะมีการเสียค่าทดแทนหรือไม่
๕. ค่าทดแทน
ทางจำเป็นต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของ ที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อออกสู่ทางสาธารณะ
ยกเว้น กรณีที่ดินที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน เป็นเหตุให้ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดิน แปลงซึ่งถูกล้อม มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินเฉพาะบน ที่ดินแปลงที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน โดยไม่ต้องเสีย ค่าตอบแทนตามมาตรา ๑๓๕๐ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๔๘/๒๕๔๔, ๓๔๘๔-๓๔๘๕/๒๕๔๘)
๖. ภาระจำยอมรวมถึงอสังหาริมทรัพย์อื่นด้วย
ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ตกติดแก่ตัวทรัพย์ ดังนั้น ผู้ที่จะใช้ภาระจำยอมนอกจากเจ้าของที่ดินแล้ว ยังได้ครอบคลุมถึงเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินนั้น เช่น บ้าน อาคาร ด้วย และแม้ที่ดินจะ เปลี่ยนเจ้าของไปก็ตาม ภาระจำยอมก็ยังคงมีอยู่
๖. ทางจําเป็นเกี่ยวกับที่ดินโดยเฉพาะ
ผู้ที่ขอใช้ทางจำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ใช่เจ้าของโรงเรือน เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อม เท่านั้นที่จะมีสิทธิขอให้เปิดทางจําเป็น หากเป็นเจ้าของโรงเรือนเท่านั้นไม่ใช่เจ้าของที่ดิน แม้จะถูกที่ดินอื่น ล้อมก็ไม่มีสิทธิขอให้เปิดทางจําเป็น ทางจําเป็นมิใช่ สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วย การที่ ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่รับโอนมามีสิทธิใช้ทางพิพาทใน ที่ดินในฐานะทางจำเป็นมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่า เจ้าของที่ดินที่รับโอนมาจะได้สิทธิในทางพิพาทนั้น ด้วยอย่างภาระจำยอม (คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๗/ ๒๕๐๙, ๒๑๙๖/๒๕๑๔)  (เจ้าของที่ดินรวมถึงคนในครอบครัวและ บริวารด้วย)
๗. การสิ้นไปแห่งภาระจำยอม
– เมื่อมีนิติกรรมกําหนดให้ภาระจํายอมหมด สิ้นไประหว่างเจ้าของภารยทรัพย์และเจ้าของสามยทรัพย์
– เมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไป (คําพิพากษาฎีกา ๖๔๐/๒๕๑๐)
– เมื่อไม่ได้ใช้ประโยชน์แห่งภาระจํายอมเป็น เวลา ๑๐ ปี (คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๑๔/๒๕๓๙, ๖๗๓/๒๕๔๖)
– เมื่อภารยทรัพย์และสามยทรัพย์ตกเป็น เจ้าของคนเดียวกัน
– เมื่อภาระจำยอมไม่มีความจําเป็นหรือหมด ประโยชน์ต่อสามยทรัพย์
๗. การสิ้นไปแห่งทางจําเป็น
เมื่อความจําเป็นหมดสิ้นไป คือ เมื่อที่ดินมี ทางออกสู่ทางสาธารณะแล้ว
๘. การจดทะเบียน
ภาระจำยอมต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๑๒๙๙ แห่ง ป.พ.พ. หากไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน การได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะใช้บังคับได้เพียง ระหว่างคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิเท่านั้น
ยกเว้น กรณีภาระจำยอมสิ้นไปโดยพ้น กําหนดเวลาที่ตกลงไว้ถือว่าเป็นอันยกเลิกไปโดยไม่ ต้องจดทะเบียนเลิกภาระจำยอม
๘. การจดทะเบียน
ทางจําเป็น เป็นการได้สิทธิโดยอำนาจของ กฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ โดยไม่ต้องจดทะเบียน (คําพิพากษา ฎีกาที่ ๓๗๗๔/๒๕๔๙)
ยกเว้น กรณีศาลได้เคยมีคําพิพากษาให้จด ทะเบียนทางจําเป็น ซึ่งกรมที่ดินได้พิจารณาตอบข้อ หารือว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนใน ประเภท “สิทธิทางจําเป็น ตามคําพิพากษา………….. ลงวันที่……เดือน…………พ.ศ……” โดยอนุโลมปฏิบัติ ตามแนวทางการจดทะเบียนประเภทภาระจํายอม
๙. ค่าธรรมเนียม ภาษีอากร ๙.๑ ค่าธรรมเนียม
– กรณีไม่มีค่าตอบแทน (ไม่มีทุนทรัพย์) แปลงละ ๕๐ บาท
– กรณีมีค่าตอบแทน (มีทุนทรัพย์) ร้อยละ ๑ จากจำนวนเงินค่าตอบแทน
๙.๒ ภาษี
– ไม่เสีย
๙.๓ อากร
– อากรแสตมป์ร้อยละ ๐.๕ จากจำนวน เงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้แก่กัน (กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และประมวลรัษฎากร ตามลักษณะตราสาร ๒๘. (ข) ใบรับแห่งบัญชีอัตรา อากรแสตมป์)
๙. ค่าธรรมเนียม ภาษีอากร
๙.๑ ค่าธรรมเนียม – กรณีไม่มีค่าตอบแทน (ไม่มีทุนทรัพย์) แปลงละ ๕๐ บาท – กรณีมีค่าตอบแทน (มีทุนทรัพย์) ร้อยละ ๑ จากจำนวนเงินค่าตอบแทน
๙.๒ ภาษี – ไม่เสีย
๙.๓ อากร – อากรแสตมป์ร้อยละ ๐.๕ จากจำนวน เงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้แก่กัน
(กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และประมวลรัษฎากร ตาม ลักษณะตราสาร ๒๘. (ข) ใบรับแห่งบัญชีอัตราอากร แสตมป์)

 

ที่มา : กลุ่มพัฒนาระบบการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
ส่วนมาตรฐานการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
สํานักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน กรมที่ดิน
ธันวาคม ๒๕๕๓

คำถาม : หากขอเจ้าของที่ข้างเคียงให้เปิดทางจำเป็น แล้วเขาไม่ยอม ต้องทำอย่างไร?
ตอบ : เราสามารถไปฟ้องต่อศาลให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงเปิดทางจำเป็นได้ แล้วนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินครับ

#ทนายบี www.TanaiBee.com

ภาระจำยอมทางจำเป็น
๑. ความหมาย
ภาระจำยอม หมายถึง ทรัพยสิทธิชนิดหนึ่งที่ ตัดทอนอำนาจกรรมสิทธิ์ โดยทำให้เจ้าของ อสังหาริมทรัพย์อันหนึ่งซึ่งเรียกว่า ภารยทรัพย์ต้อง รับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบกระเทือนทรัพย์สินของ ตน หรือทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องงดเว้นการ ใช้สิทธิบางอย่างเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์อื่นเรียกว่า สามยทรัพย์ (มาตรา ๑๓๘๗ ป.พ.พ.)
๑. ความหมาย
ทางจําเป็น หมายถึง ที่ดินที่ถูกล้อมด้วยที่ดิน แปลงอื่นอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้หรือมี ทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ไม่สะดวก เช่น จะต้อง ข้ามบึง ทะเล หรือที่ลาดชันอันระดับที่ดินกับทาง สาธารณะสูงกว่ากันมาก (มาตรา ๑๓๔๙ แห่งป.พ.พ.) กฎหมายจึงให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมให้มี สิทธิผ่านที่ดินแปลงอื่นซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๗๒/๒๕๔๖ (ประชุมใหญ่))
๒. องค์ประกอบ
– ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ดินที่ถูกล้อมหรือที่ดินที่อยู่ติดกัน แม้ที่ดินไม่ได้อยู่ติดกันก็สามารถใช้ทางภาระจำยอมได้
– ไม่จำเป็นต้องเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ภาระจำยอมไปสู่ที่ใดก็ได้
๒. องค์ประกอบ
– ต้องเป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่และ
– ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ หรือมีแต่ไม่สะดวก
– ใช้ออกสู่ทางสาธารณะอย่างเดียว
๓. การได้มา
– โดยนิติกรรมสัญญา  เป็นการตกลงกันระหว่างเจ้าของภารยทรัพย์ และเจ้าของสามยทรัพย์ ซึ่งจะกำหนดระยะเวลาไว้ หรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่กําหนดเวลาไว้ก็ถือว่าภาระจำยอมมี อยู่ตลอดไป จนกว่าภาระจำยอมนั้นจะระงับไป และ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. หากไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ จะใช้บังคับได้เพียงระหว่าง คู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิเท่านั้น
– โดยอายุความ  กรณีเจ้าของสามยทรัพย์ได้มีการใช้ภารยทรัพย์ ด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระ จำยอมในภารยทรัพย์นั้นเป็นเวลาติดต่อกันครบ ๑๐ ปีย่อมได้สิทธิภาระจำยอมเหนือภารยทรัพย์นั้นโดย อายุความ และการได้มาโดยอายุความนี้แม้ไม่จด ทะเบียนก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้ภาระจำยอมมีอยู่ ในที่ดินนั้นต่อไปได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๐/๒๕๐๒, ๒๓๗/๒๕๐๘, ๑๖๕/๒๕๒๒)
– โดยผลของกฎหมาย  กรณีปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของ ผู้อื่นโดยสุจริตมีสิทธิจดทะเบียนภาระจำยอมเหนือ ที่ดินที่รุกล้ำนั้น
๓. การได้มา
– โดยผลของกฎหมาย การได้สิทธิใช้ทางจําเป็น ไม่จําต้องมีนิติกรรม สัญญาระหว่างเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมกับเจ้าของที่ดินที่ ล้อมอยู่และไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๑๓๓๘) เพราะทาง จําเป็นเป็นการได้สิทธิตามกฎหมาย และผู้ที่จะขอใช้ทางจําเป็นไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิมานาน ถูกล้อมวัน ไหน เวลาใด แม้จะเพิ่งเข้ามาอยู่ในที่ดินซึ่งถูกล้อมก็ ขอใช้ทางจำเป็นได้ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๒๑/ ๒๕๔๒, ๓๗๗๔/๒๕๔๙, ๓๘๙๒/๒๕๔๙)   ผู้ที่ได้สิทธิผ่านทางไม่สามารถได้มาซึ่งทาง จําเป็นโดยอายุความได้ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลานาน เท่าใด เพราะการผ่านทางหรือทำทางจําเป็นนั้น ถือ เป็นการผ่านโดยสุจริตและเคารพในสิทธิของเจ้าของ ที่ดินผู้มีสิทธิในทางเดินผ่าน แต่อย่างไรก็ดีกฎหมาย ก็ไม่ห้ามเจ้าของที่ดินที่จะตกลงกันเพื่อให้จด ทะเบียนเป็นภาระจำยอมได้
๔. วิธีทำทาง
แล้วแต่เจ้าของที่ดินจะตกลงกันหรือโดย สภาพการใช้ประโยชน์
๔. วิธีทำทาง
การทำทางต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความ จําเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่านและต้องคำนึงถึงที่ดินที่ล้อม อยู่ให้เสียหายน้อยที่สุด หรือต้องเป็นทางที่ใกล้ที่สุด
๕. ค่าทดแทน
ภาระจำยอมโดยนิติกรรม กฎหมายไม่ได้ กำหนดว่าจะต้องเสียค่าทดแทน แล้วแต่เจ้าของที่ดิน จะตกลงกันว่าจะมีการเสียค่าทดแทนหรือไม่
๕. ค่าทดแทน
ทางจำเป็นต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของ ที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อออกสู่ทางสาธารณะ
ยกเว้น กรณีที่ดินที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน เป็นเหตุให้ไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ เจ้าของที่ดิน แปลงซึ่งถูกล้อม มีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินเฉพาะบน ที่ดินแปลงที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกัน โดยไม่ต้องเสีย ค่าตอบแทนตามมาตรา ๑๓๕๐ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๔๘/๒๕๔๔, ๓๔๘๔-๓๔๘๕/๒๕๔๘)
๖. ภาระจำยอมรวมถึงอสังหาริมทรัพย์อื่นด้วย
ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ตกติดแก่ตัวทรัพย์ ดังนั้น ผู้ที่จะใช้ภาระจำยอมนอกจากเจ้าของที่ดินแล้ว ยังได้ครอบคลุมถึงเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินนั้น เช่น บ้าน อาคาร ด้วย และแม้ที่ดินจะ เปลี่ยนเจ้าของไปก็ตาม ภาระจำยอมก็ยังคงมีอยู่
๖. ทางจําเป็นเกี่ยวกับที่ดินโดยเฉพาะ
ผู้ที่ขอใช้ทางจำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ใช่เจ้าของโรงเรือน เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อม เท่านั้นที่จะมีสิทธิขอให้เปิดทางจําเป็น หากเป็นเจ้าของโรงเรือนเท่านั้นไม่ใช่เจ้าของที่ดิน แม้จะถูกที่ดินอื่น ล้อมก็ไม่มีสิทธิขอให้เปิดทางจําเป็น ทางจําเป็นมิใช่ สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วย การที่ ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่รับโอนมามีสิทธิใช้ทางพิพาทใน ที่ดินในฐานะทางจำเป็นมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่า เจ้าของที่ดินที่รับโอนมาจะได้สิทธิในทางพิพาทนั้น ด้วยอย่างภาระจำยอม (คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๗/ ๒๕๐๙, ๒๑๙๖/๒๕๑๔)  (เจ้าของที่ดินรวมถึงคนในครอบครัวและ บริวารด้วย)
๗. การสิ้นไปแห่งภาระจำยอม
– เมื่อมีนิติกรรมกําหนดให้ภาระจํายอมหมด สิ้นไประหว่างเจ้าของภารยทรัพย์และเจ้าของสามยทรัพย์
– เมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไป (คําพิพากษาฎีกา ๖๔๐/๒๕๑๐)
– เมื่อไม่ได้ใช้ประโยชน์แห่งภาระจํายอมเป็น เวลา ๑๐ ปี (คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๑๔/๒๕๓๙, ๖๗๓/๒๕๔๖)
– เมื่อภารยทรัพย์และสามยทรัพย์ตกเป็น เจ้าของคนเดียวกัน
– เมื่อภาระจำยอมไม่มีความจําเป็นหรือหมด ประโยชน์ต่อสามยทรัพ
๗. การสิ้นไปแห่งทางจําเป็น
เมื่อความจําเป็นหมดสิ้นไป คือ เมื่อที่ดินมี ทางออกสู่ทางสาธารณะแล้ว
๘. การจดทะเบียน
ภาระจำยอมต้องทำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๑๒๙๙ แห่ง ป.พ.พ. หากไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน การได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะใช้บังคับได้เพียง ระหว่างคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิเท่านั้น
ยกเว้น กรณีภาระจำยอมสิ้นไปโดยพ้น กําหนดเวลาที่ตกลงไว้ถือว่าเป็นอันยกเลิกไปโดยไม่ ต้องจดทะเบียนเลิกภาระจำยอม
๘. การจดทะเบียน
ทางจําเป็น เป็นการได้สิทธิโดยอำนาจของ กฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๔๙ โดยไม่ต้องจดทะเบียน (คําพิพากษา ฎีกาที่ ๓๗๗๔/๒๕๔๙)
ยกเว้น กรณีศาลได้เคยมีคําพิพากษาให้จด ทะเบียนทางจําเป็น ซึ่งกรมที่ดินได้พิจารณาตอบข้อ หารือว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนใน ประเภท “สิทธิทางจําเป็น ตามคําพิพากษา………….. ลงวันที่……เดือน…………พ.ศ……” โดยอนุโลมปฏิบัติ ตามแนวทางการจดทะเบียนประเภทภาระจํายอม
๙. ค่าธรรมเนียม ภาษีอากร ๙.๑ ค่าธรรมเนียม
– กรณีไม่มีค่าตอบแทน (ไม่มีทุนทรัพย์) แปลงละ ๕๐ บาท
– กรณีมีค่าตอบแทน (มีทุนทรัพย์) ร้อยละ ๑ จากจำนวนเงินค่าตอบแทน
๙.๒ ภาษี
– ไม่เสีย
๙.๓ อากร
– อากรแสตมป์ร้อยละ ๐.๕ จากจำนวน เงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้แก่กัน (กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และประมวลรัษฎากร ตามลักษณะตราสาร ๒๘. (ข) ใบรับแห่งบัญชีอัตรา อากรแสตมป์)
๙. ค่าธรรมเนียม ภาษีอากร
๙.๑ ค่าธรรมเนียม – กรณีไม่มีค่าตอบแทน (ไม่มีทุนทรัพย์) แปลงละ ๕๐ บาท – กรณีมีค่าตอบแทน (มีทุนทรัพย์) ร้อยละ ๑ จากจำนวนเงินค่าตอบแทน
๙.๒ ภาษี – ไม่เสีย
๙.๓ อากร – อากรแสตมป์ร้อยละ ๐.๕ จากจำนวน เงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้แก่กัน
(กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และประมวลรัษฎากร ตาม ลักษณะตราสาร ๒๘. (ข) ใบรับแห่งบัญชีอัตราอากร แสตมป์)

คืนรถกับไฟแนนซ์ ไม่ต้องเสียค่าส่วนต่าง

หลังจากที่เราคืนรถ หรือไฟแนนซ์มายึดรถไป เขาจะนำรถไปขายทอดตลาด หากราคาที่ขายทอดตลาดแล้วได้น้อยกว่า(ขาดทุน)​ ไฟแนนซ์จะมาฟ้องเรียกค่าขาดราคานั้นกับเราอีกทีครับ

ดังนั้น
ควรจะคืนรถในตอนที่ค้างค่างวดไม่เกิน3งวดติดต่อกัน เพราะถือว่าสัญญายังไม่เลิกกัน(ยังไม่ถูกบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย)

✅คืนรถตอนไม่ค้างค่างวด = ไม่เสียค่าส่วนต่าง
✅คืนรถตอนค้างชำระไม่เกิน3งวด = ไม่เสียค่าส่วนต่าง
✅คืนรถตอนค้างชำระ 3 งวด แต่คืนรถก่อนกำหนดเวลาในจดหมายเลิกสัญญาจากไฟแนนซ์ = ไม่เสียค่าส่วนต่าง*
❌คืนรถหลังจากไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาแล้ว (ค้างประมาณ4งวดเดือน)​ = ต้องเสียค่าส่วนต่าง‼️

▶️จดหมายบอกเลิกสัญญาจากไฟแนนซ์
โดยปกติแล้วหากเราค้างชำระ3งวด ไฟแนนซ์จะมีจดหมายบอกเลิกสัญญามาให้เราชำระเงินค่างวดที่ค้างทั้งหมดภายใน30วัน หากเราคืนรถก่อนครบ30วันนับแต่วันที่ได้รับจดหมาย ถือว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญา #ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่าง ครับ

หลังจากคืนรถไฟแนนซ์จะฟ้องเรียกค่าส่วนต่างมาครับ ทั้งนี้หากเข้าหลักเกณฑ์แบบที่ทนายบอกไป #เราต้องสู้คดี เพื่อไม่ให้เราต้องจ่ายค่าส่วนต่าง จะประหยัดเงินที่เราต้องจ่ายซึ่งโดยส่วนใหญ่จะถูกฟ้องจากหลักแสน(หลายแสน)​ เป็นเราต้องจ่ายเพียงหลักหมื่นหรือหลักพัน

ดังนั้น‼️ หากท่านถูกฟ้องคดีขึ้นมา นำหมายศาลและสำเนาคำฟ้องมาปรึกษาทนายความครับ ว่ามีแนวทางสู้คดีหรือไม่ จะช่วยจากหนักให้เป็นเบาได้เป็นอย่างมากเลยครับ

ท่านดูตัวอย่างที่ทนายเคยทำคดีไว้ได้ที่
https://www.facebook.com/101117748519994/posts/114780627153706/

ในกรณีที่ท่านรู้ตัวเองว่าไม่สามารถส่งรถไหว และไปต่อไม่ได้จริงๆ แล้วรีบคืนรถกับไฟแนนซ์ก่อนที่เขาจะบอกเลิกสัญญานะครับ

ด้วยความปรารถนาดี
#ทนายบีและเพื่อน

แชร์แจกดอก หรือ บ้านออมเงิน

เป็นลักษณะที่เป็นการกู้ยืมเงินโดยรับว่าจะจ่ายผลประโยชน์ให้กับลูกแชร์ซึ่งอยู่ในฐานะผู้กู้ยืมเงิน เช่น บ้านออมเงิน ฝากทุนละ500 ราย4วัน รับคืน 600 บาท
ซึ่งแชร์แจกดอกประเภทนี้ ไม่เข้าข่ายตาม พรบ.การเล่นแชร์ 2534 และไม่มีกฎหมายรองรับการลงทุนประเภทนี้ แต่เป็นความผิดตาม พรก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527

#หากเท้าแชร์โกงและไม่จ่ายจะทำอย่างไร?
ให้ผู้เสียหายไปแจ้งความเอาผิดในข้อหา กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน แต่ไม่ใช่ว่าแจ้งความแล้วทางผู้เสียหายจะได้เงินคืนตามที่ประกาศโฆษณาไว้นะครับ เราจะได้เงินที่เราจ่ายไปคืนมาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นร้อยละ 5 ต่อปีแล้วนะครับ)  แต่เราต้องร้องขอให้พนักงานอัยการเรียกคืนเงินต้นไปด้วยครับ
ผู้เสียหายอาจร้องทุกข์กล่าวโทษต่อตำรวจได้ แต่เนื่องจากไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว จึงไม่สามารถถอนแจ้งความได้ (ถ้าเท้าแชร์ติดคุกไปแล้วอาจจะหาเงินมาใช้หนี้เราไม่ได้นะครับ) ฉะนั้นคิดดูให้ดีว่าคุ้มค่ากันหรือไม่
ไปบอกคุณตำรวจว่ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ ว่ามีคนกระทำผิดตาม พรก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (ไม่ใช่แจ้งความข้อหาฉ้อโกงนะ)

#เท้าแชร์จะมีโทษอย่างไร?
กฎหมายกำหนดโทษไว้ที่ จำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 5แสนบาทถึง1ล้านบาท ครับ
#จ้างทนายฟ้องเรียกให้เท้าแชร์จ่ายตามผลประโยชน์ที่ตกลงกันไว้ได้ไหม?
ไม่ได้ครับ เพราะเป็นนิติกรรมที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ทนายความจึงไม่สามารถที่จะดำเนินคดีทางแพ่งกับเท้าแชร์และฟ้องเรียกเงินคืนได้

#ส่วนใครที่คิดจะเปิดบ้านแชร์แจกดอก
ทนายไม่แนะนำให้ทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แค่เปิดก็ผิดแล้ว โทษหนักซะด้วย หยุดคิดที่จะทำซะเลยนะครับ ถ้าทำไปแล้วก็ภาวนาให้อย่ามีปัญหาและอย่าเปิดใหม่อีกครับ
ทั้งนี้ ทนายจึงขอเตือนว่า ก่อนจะลงทุนสิ่งใด ใช้สติคิดและตัดสินใจให้ดี แชร์ล้มขึ้นมา เราเสียเงิน ถึงแม้จะแจ้งความได้ แต่ก็ใช่ว่าจะได้เงินคืนทุกบาททุกสตางค์ (คดีที่ถอนฟ้องได้ เราใช้ขู่เท้าแชร์ได้ว่าถ้าหาเงินให้เราจะถอนฟ้องให้ แต่แชร์แจกดอกมันยอมความถอนฟ้องไม่ได้ไง ผมเป็นเท้าผมก็ไม่หามาจ่ายอยู่ดี) แล้วถ้าเท้าแชร์ไม่มีทรัพย์สินให้บังคับคดีอีกล่ะ จะทำยังไง
ฉะนั้น คิดดูให้ดีก่อนจะตัดสินใจลงทุนใดๆนะครับ
ช่วยกดแชร์เพื่อเป็นวิทยาทานกันด้วยครับ
ผลประโยชน์ตอบแทนสูงๆที่ได้มาอย่างง่ายดาย ไม่มีในโลก!!

#แล้วอย่าหาว่าทนายไม่เตือน
#ทนายบีและเพื่อน ปรึกษากฎหมายฟรี
🚩ฎีกาแถม
✅282/2563 ผู้เสียหายจากแชร์แจกดอกไม่มีอำนาจฟ้องฉ้อโกง

ซื้อของโอนเงินไปแล้วไม่ได้ของ, ถูกโกงเงินออนไลน์, วีธีเอาเงินคืน

ตาม พรบ.การเล่นแชร์ ทนายสรุปใจความสั้นๆได้ว่า ต้องมีลักษณะและข้อห้ามดังนี้

✅เป็นนายวงแชร์(เท้าแชร์)​ไม่เกิน3วง
✅มีสมาชิกวงแชร์(ลูกแชร์)​รวมทุกวงไม่เกิน30คน ต่อนายวงแชร์1คน
✅มีเงินแชร์ทุกวงต่องวดรวมกันไม่เกิน 300,000 บาท
✅นายวงแชร์ต้องไม่มีผลประโยชน์อื่นนอกจากได้รับเงินค่าแชร์โดยไม่เสียดอกเบี้ย
❌ห้ามโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์

⛔อย่า‼️ฝ่าฝืนข้อข้างบนนี้เด็ดขาด
ย้ำ!! นะ อย่าฝ่าฝืนเด็ดขาด‼️

////////////////////////////////
#เพื่อความรอบคอบนายวงแชร์ควรทำดังนี้
1.ทำสัญญาการเล่นแชร์ พร้อมหลักฐานสมาชิกวงแชร์ทุกคน
2.ทำบันทึกการรับเงินแชร์
3.เก็บสำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร และสำเนาบัตรประชาชน สมาชิกวงแชร์ไว้ด้วยนะ.

🚩อ้างอิงจาก พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534

////////////////////////////////
➡️เท้าแชร์หรือลูกแชร์ไม่จ่าย ควรทำอย่างไร?
1.ให้ทนายความส่งจดหมายทวงหนี้ (Notice)​ ไปยังอีกฝ่าย ซึ่งจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย หรือ
2.ฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาล

➡️ฟ้องคดีอาญาฐานฉ้อโกงได้มั้ย?
หากพิสูจน์ได้ว่าเขามีเจตนาที่ตั้งใจมาโกงเราตั้งแต่แรก ก็สามารถนำหลักฐานไปดำเนินคดีอาญา หรือไปแจ้งความภายใน3เดือนครับ

🚩TIPs.
▶️การเล่นแชร์ มิใช่การกู้ยืม แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็สามารถฟ้องได้ (แต่ทำฟ้องยากหน่อย)​
(ฎ.829/2486,284/2516,2253/2518)

▶️ผู้เล่นจะประมูลดอกเบี้ย หรือให้ผลประโยชน์ตอบแทน เกินอัตราตามกฎหมายก็ได้
(ฎ.698/2506,1631-1634/2508, 2013/2537, 427/2542, 1758/2542)

ทั้งนี้ทนายแนะนำให้เท้าแชร์ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่งั้นมีปัญหาตามมาแน่นอน
เชื่อทนาย‼️ ทนายห่วงเลยเตือน (ไม่อยากชี้โพรงให้กระรอก)​😁😁😁

#ของแถมจากทนายบีและเพื่อน
ผมทำไฟล์สัญญาการเล่นแชร์และสัญญารับแชร์(สำหรับลูกแชร์ที่รับเงินไปแล้ว)แจกให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆนะครับ นำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม ไม่ขออะไรมากนอกจากคำขอบคุณ และการกดแชร์ให้ทนายคร้าบ

1.สัญญาการเล่นแชร์
https://upload.i4th.in.th/th/download.php?id=5FF1AF481

2.สัญญารับแชร์
https://upload.i4th.in.th/th/download.php?id=5FF1AF471

#ทนายบีและเพื่อน
อ้อ‼️….ถ้าจะมาปรึกษากฎหมายเพื่อเอาเปรียบใคร ทนายขอไม่ให้คำปรึกษานะครับ
ให้สำหรับคนที่เดือดร้อนจริงๆครับ